Pandemic
Influenza Vaccines: ปัจจุบันและความหวังในอนาคต
|
Dr. Alan W. Hampson
ผู้สรุปคำบรรยาย นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ
การเตรียมวัคซีนในยุคแรก
มีขั้นตอนดำเนินการ ได้แก่ การเลี้ยงไวรัสใน allantoids ของembryonated
egg, การแยกและเก็บ Allantoic fluid, การทำให้เชื้อไวรัสมีความเข้มข้น,
การทำให้เชื้อไวรัสหมดฤทธิ์ และการเตรียมวัคซีนตามระดับ Haemagglutination
titer ที่กำหนด ปัญหาที่พบจากวัคซีนที่ได้ เช่น การตอบสนองในระบบภูมิคุ้มกัน,
ความบริสุทธิ์ , ความผันแปรในการตอบสนอง, Yield adapting
virus to grow วัคซีนชนิด Whole virus มีปัญหาเรื่องไข้จากการได้รับวัคซีนมากกว่าวัคซีนชนิด
Split virus สำหรับอาการข้างเคียงที่พบในวัคซีนชนิด Split
virus ประกอบด้วยอาการข้างเคียงบริเวณที่ฉีดวัคซีน (บวม, คัน,
ร้อน, เจ็บปวดเวลาถูกสัมผัส, เจ็บปวดในระยะเวลานาน) และอาการข้างเคียงทั่วไป
(ไข้, ปวดศีรษะ, รู้สึกไม่สบาย)
เมื่อปี
ค.ศ. 1942 Werner Henle และคณะ ได้วิจัยทางคลินิกวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์พบว่าวัคซีนมีประสิทธิผล
(n = 40) และมีรายงานในหลายการศึกษาแสดงถึงประสิทธิผลและประโยชน์ของวัคซีนไข้หวัดใหญ่
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 องค์การอนามัยโลกได้สร้างเครือข่ายในเรื่องไข้หวัดใหญ่
ประกอบด้วย องค์การอนามัยโลก (เจนีวา), ศูนย์ความร่วมมือไข้หวัดใหญ่
(แอตแลนตา, ลอนดอน, เมลเบอร์น, โตเกียว) และศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติในประเทศต่างๆ
เพื่อเฝ้าระวังโรคและรวบรวมสายพันธุ์เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปี
และประกาศแนะนำสายพันธุ์ northern hemisphere ซึ่งจะประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
และสายพันธุ์ southern hemisphere ซึ่งจะประกาศในเดือนกันยายนของทุกปี
หลังจากนั้นบริษัทผู้ผลิตวัคซีน จะผลิตวัคซีนตามสายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลกประกาศ
ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ก็มีวัคซีนออกจำหน่ายในท้องตลาด
จุดอ่อนสำคัญของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบัน เช่น ต้องฉีดสายพันธุ์ให้ตรงกับที่ระบาด
ภูมิคุ้มกันเกิดในช่วงสั้น ยังคงต้องอาศัยไข่ฟักในการผลิต
ใช้ระยะเวลาในการผลิตยาวนาน ผลิตได้ประมาณ 400 ล้านโด๊สต่อปีเท่านั้น
การระบาดของโรคไข้หวัดนกในปัจจุบัน
มีโอกาสนำไปสู่การระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ การพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่
(H5N1) เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการ ปัญหาที่พบสำหรับการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่
(H5N1) คือ เชื้อไวรัส H5N1 อันตรายสูงต่อบุคลากรที่ผลิตและอาจแพร่ระบาดสู่สิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ยังฆ่าไข่ไก่ฟักซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการผลิต ดังนั้นการผลิตต้องอาศัยวิธีการทางพันธุวิศวกรรม
ต้องอาศัยห้องปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยทางชีวนิรภัย มีการฝึกอบรมบุคลากรเป็นพิเศษ
และการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMOs ผลการศึกษาพบว่า วัคซีนไข้หวัดใหญ่
(H5N1) ที่ได้จากวิธีทางพันธุวิศวกรรม พบว่ามีการตอบสนองที่ด้อยกว่าวัคซีนที่ผลิตจากวิธีดั้งเดิม
นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ (H5N1) มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางแอนติเจน
ดังนั้นวัคซีนที่ได้ในการผลิตปัจจุบันอาจมีประสิทธิผลในการป้องกันโรคลดลง
จากการศึกษาในเรื่องการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (H5N1) มีรายงานเรื่องร้อยละของการตอบสนองระดับภูมิคุ้มกัน
ในการทดลองวัคซีนชนิด Split virus (A/Vietnam/1203/04 (H5N))พบว่า
ต้องใช้โด๊สมากกว่า 40 mcg HA จึงมีการตอบสนองของ neutralizing
antibody มากกว่าร้อยละ 50 และเมื่อให้ขนาดโด๊สเท่ากับ 90
mcg HA มีการตอบสนองของ neutralizing antibody ประมาณร้อยละ
65 มีรายงานการศึกษาวิจัยทางคลินิกในเรื่องการให้วัคซีนแบบโด๊สกระตุ้น
หลังจากโด๊สแรกเป็นระยะเวลา 1 เดือน (A/Duck/Singapore/97
(H5N3)) พบว่ามีการตอบสนองของระดับภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า และมีรายงานเรื่องการผสม
aluminum adjuvant พบว่าสามารถลดโด๊ส HA และได้ประสิทธิผลที่ใกล้เคียงกัน
บทสรุปการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่
(H5N1) ในปัจจุบัน ได้แก่
วัคซีนชนิด
Whole virus มีความแรงของวัคซีนที่ดีกว่าวัคซีนชนิดอื่น
การใช้วัคซีนผสมน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการพัฒนา
สัปทัยป์ของเชื้อไวรัสที่แตกต่างกัน
มีการตอบสนองของระดับภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกัน
การเติม
Adjuvant มีประโยชน์สำหรับการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (H5N1)
ในปัจจุบัน ควรมีการพิจารณาการเพิ่มโด๊สของแอนติเจนในการพัฒนาวัคซีน
การศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีน
ควรแบ่งเป็น 2 ระยะ ในระยะสั้น ควรศึกษาในเรื่อง Live attenuated
vaccines, Cell culture grown vaccines และ Recombinant
HA antigen ในระยะยาว ควรศึกษาในเรื่อง HA antigen delivered
as a DNA vaccines และ Broadly-reactive (across sub-type)
เรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาในการพัฒนาวัคซีน
ได้แก่ ประสิทธิภาพของวคซีนที่พัฒนาได้ ข้อบ่งใช้ที่ถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการและการควบคุมคุณภาพการผลิตโดยพิจารณาจากการตอบสนองภูมิคุ้มกันหรือตัวชี้วัดอื่นๆ
<<back
|